All posts by adminsforit

มัลดีฟส์ สวรรค์กลางทะเล

 

ถึงจะเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดในทวีปเอเชีย แต่ความงดงามของท้องทะเล รวมถึงธรรมชาติต่าง ๆ ทำให้เกาะเล็ก ๆ อย่าง “มัลดีฟส์” มีชื่อเสียงไกลไปทั่วโลก อาจเพราะล้อมรอบด้วยท้องทะเลและท้องฟ้าสีคราม เหมือนดั่งสรวงสรรค์บนมหาสมุทร นั่นแน่! เริ่มอยากเห็นความงดงามของมัลดีฟส์แล้วใช่ไหมล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ตามเราไปชมความสวยงาม พร้อมกับทำความรู้จักกับ “มัลดีฟส์” เกาะที่ได้รับฉายาว่า…ไข่มุกแห่งมหาสมุทรอินเดีย กันเลยดีกว่ามัลดีฟส์ (Maldives) หรือ สาธารณรัฐมัลดีฟส์ เป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย และทางตะวันตกของศรีลังกา มีพื้นที่ 300 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยหมู่เกาะปะการัง 26 กลุ่ม (atoll) รวม 1,190 เกาะ มีประชากรอาศัยอยู่เพียงประมาณ 200 เกาะ และได้รับการพัฒนาเป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวประมาณ 74 เกาะ มีเมืองหลวงของมัลดีฟส์ ชื่อ มาเล่ ซึ่งชนพื้นเมืองพวกแรกที่อาศัยอยู่ในมัลดีฟส์ตั้งแต่ก่อนคริสตกาล คือ พวกดราวิเดียน และ สิงหล ซึ่งนับถือศาสนาพุทธ ชาวมัลดีฟส์โบราณจึงนับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลัก ต่อมาในคริสต์ศวรรษที่ 12 มัลดีฟส์ได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 99  ในส่วนของที่พักก็มีให้เลือกหลากหลาย แล้วแต่ความชื่นชอบส่วนบุคคล รวมถึงกำลังทรัพย์ในกระเป๋า แต่เอกลักษณ์สำคัญของรีสอร์ตในมัลดีฟส์ คือ 1 เกาะเท่ากับ 1 รีสอร์ต จึงทำให้มีความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูง และที่สำคัญ หากคุณอยากจะข้ามไปยังเกาะที่อยู่บริเวณใกล้ ๆ ต้องทำเรื่องขออนุญาตจากทางการก่อนทุกครั้ง! ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่อยากไปพักผ่อนอย่างแท้จริง   และกิจกรรมที่ใคร ๆ ก็ต้องทำหากไปเยือนมัลดีฟส์ นั่นคือ การดำน้ำ มีทั้งดำน้ำลึกและดำน้ำตื้น โดยเฉพาะการดำน้ำลึก เพื่อชมความงดงามของโลกใต้ทะเล ซึ่งนอกจากโลกของสัตว์น้ำอันน่าตื่นตาแล้ว ใต้ท้องทะเลมัลดีฟส์ ยังมีจุดดำน้ำที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น ซากเรือเดินทะเลที่อับปางลงในอดีต และกลายมาเป็นแนวปะการังที่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำน้อยใหญ่มากมาย ฯลฯ   อีกทั้งบนท้องฟ้าก็ยังมีบริการเที่ยวบินชมความงามของอะตอล (โครงสร้างของซากปะการังที่ทับถมกันในเขตน้ำตื้นกลางทะเล ซึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก มีรูปร่างคล้ายวงแหวนเป็นลากูน) หาดทราย และแนวปะการังจากมุมสูงอีกด้วย อ๊ะ ๆ ยังไม่หมด การตกปลาและการพายเรือแคนู ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าหลงใหลไม่แพ้กัน  ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทางไปท่องเที่ยวมัลดีฟส์ คือ ช่วงฤดูร้อน ซึ่งจะอยู่ระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายน และโดยเฉพาะตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน อากาศร้อนและแห้งที่สุด ส่วนเดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายนเป็นฤดูที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่าน ทำให้มีพายุฝนกระหน่ำอยู่บ่อย ๆ ซึ่งช่วงนี้ราคาค่าที่พักจะถูกลงกว่าช่วงอื่น ๆ ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายนและช่วงต่อระหว่างมีนาคมกับเมษายน ถูกจัดว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความพิเศษในตัวของมันเอง เพราะเชื่อกันว่าเป็นระยะเปลี่ยนผ่านของลมมรสุมซึ่งจะทำให้น้ำทะเลใสเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดำน้ำโดยเฉพาะ

10 ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก

10 ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่ากลัวที่สุดในโลก  วิดีโอนี้จะพูดถึง ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ถือว่าร้ายแรงอย่างมาก และมาทำการจัดอันดับ โดยจะมีเหตุการณ์อะไรบ้างไปติดตามกันเลย

ท่องโลกกว้าง – ป่ามหัศจรรย์ HD

ท่องโลกกว้าง – ป่ามหัศจรรย์ HD  เป็นสารคดีที่จะพูดถึงเรื่องของป่าโดยเฉพาะ และแน่นอนว่าจะเป็นความรู้ใหม่ๆสำหรับทุกท่านแน่นอน

สารคดี พลังของธรรมชาติ HD

สารคดี พลังของธรรมชาติ HD   ถือว่าเป็นสารคดีที่ดีมากๆ เพราะจะกล่าวถึงพลังของธรรมชาติที่มีผลต่อมนุษย์และโลกใบนี้ โดยจะมีความยากประมาณ 40 นาที

สารคดี ธรรมชาติอัศจรรย์ ปี 1

สารคดี ธรรมชาติอัศจรรย์ ปี 1 เป็นสารคดีที่เกี่ยวข้องกับควยามอัศจรรย์ของธรรมชาติของโลกใบนี้ โดยจะมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง สามารถติดตามได้ที่วิดีโอนี้เลย

 

รู้จัก หุบเขาโมนาเมนต์ ดินแดนมหัศจรรย์แห่งศิลา

     นอกจากสถานที่สวยงามอย่าง แกรนด์แคนยอน แล้วยังมีสถานที่ใกล้เคียงที่น่าท่องเที่ยวสำหรับผู้ชื่นชอบการผจญภัย อีกแห่งคือ หุบเขาโมนาเมนต์ ดินแดนกลางทะเลทรายกว้างใหญ่และผาหินที่มีความงดงามตระการตาและเหมาะแก่การถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

หุบเขาโมนาเมนต์ หลายคนอาจยังไม่รู้จักมากนัก แต่เป็นที่นิยมท่องเที่ยวอย่างมากในสหรัฐ ตั้งอยู่ที่เส้นเขตแดนระหว่างรัฐยูทาห์กับรัฐแอริโซนาทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา มีลักษณะเป็นทุ่งกว้างและมีหุบผาหินตั้งค้ำกระจายเป็นพุ่มๆ ซึ่งภูมิภาคแถบนี้เต็มไปด้วยแท่งหินหรือซากหินที่หลงเหลือจากการสึกกร่อน ลักษณะของผาหินนั้นเหมือนกับตึกระฟ้าที่ตั้งเรียงรายตามจุดต่างๆ ซึ่งผาหินเหล่านี้ มีความสูงราว 300-400 เมตร ยอดเขาเป็นลักษณะแบนราบ เกิดจากการกัดกร่อนนานนับล้านปี นักวิทยาศาสตร์คาดว่ามีอายุราวๆ 250 ล้านปีโดยประมาณ ซึ่งในอดีตที่แห่งนี้เคยเป็นทะเลตื้นๆและโคลนมาก่อน โคลนซึ่งจมสะสมอยู่บนพื้นท้องทะเลได้กดลงบนทราย ทำให้กลาย ทำให้เกิดหินทรายทีมีรูพรุน ส่วนโคลนค่อยๆกลายสภาพเป็นหินดินดานต่อมาน้ำทะเลค่อยๆตื้นเขินขึ้น ต่อมาเปลือกโลกเกิดการดันตัวอย่างรุนแรงจนสูงขึ้นมา  ก่อนเย็นตัวลงและแข็งตัวในที่สุด พื้นที่ซึ่งเคยอยู่ใต้ทะเลจึงกลายเป็นที่ราบสูงหินทรายอันกว้างใหญ่ ปกคลุมด้วยหินดินดานและหินกรวดมน

ลักษณะภูมิประเทศนั้นไม่เหมาะสำหรับการใช้เป็นที่อยู่อาศัย แต่ก็ยังมีชนเผ่าชาวอินเดียนแดง อาศัยอยู่โดยทำการเลี้ยงแพะและแกะ ในการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังสัตว์เลื้อยคลานพวก งูหางกระดิ่ง กิ่งก่าแผงคอ จำนวนมากอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บ sbo ประเทศไทย

แกรนแคนยอน หุบผาสูงชันที่เกิดจากธรรมชาตินับพันปี

   บนโลกเรามีการเปลี่ยนแปลงจากธรรมชาติมากมาย ทั้งภูมิอากาศ ภูมิประเทศ การเกิดภูเขาต่างๆ การกัดเซาะของน้ำ จนเกิดสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่สวยงาม ยากที่มนุษย์จะสร้างสรรค์ได้ หุบเขาแกรนแคนยอน สิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นนานร้อย นับพันปี

แกรนแคนยอน เป็นชื่อเรียกหุบผาสูงและกว้างใหญ่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง อยู่ที่ รัฐแอริโซน่า สหรัฐอเมริกา เกิดจากการกัดเซาะของแม่น้ำ และ ลมนับล้านปี จนเกิดเป็นร่องลึก ซึ่งหน้าผามีความสูงถึง 1,600 เมตร และหุบเหวยาวถึง 450 กิโลเมตร แกรนแคนยอนถูกค้นพบโดย ชาวยุโรปที่เดินทางสำรวจ ชื่อว่า พันตรี จอห์น เวสลีย์พาวเวลล์ และคณะเมื่อปี ค.ศ. 1869 ปัจจุบันกลายเป็นอุทยานแห่งชาติและมีนักท่องเที่ยวนับแสนคนในแต่ละปีซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการกัดเซาะของแม่น้ำ จะทำให้ผาของแกรนแคนยอนนั้นมีความลึกลงไปอีก

ในอดีต แกรนแคนยอน เคยเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวพื้นเมือง ซึ่งหลักฐานบ่งชี้ว่ามีการใช้ถ้ำเป็นที่อยู่อาศัยของพวกเขา ด้านล่างของแกรนแคนยอนนั้นเป็น แม่น้ำแอริโซน่า มีภูมิทัศน์ที่สวยงามผาหินที่สลับกันเป็นชั้นๆ ซึ่งแต่ละจุดนั้นมีความพิเศษและความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป เนื่องจากไม่มีการเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่อยู่ของคนในปัจจุบัน ทำให้แกรนแคนยอน มีความอุดมสมบูรณ์เหมือนดั่งอดีตที่ผ่านมา นี้คือความสวยงามของธรรมชาติที่สร้างขึ้นมาให้เราได้ชมกันครับ

ทะเลโฟม ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าทึ้ง

   ทะเลโฟม หรือ Whipping Cream Oceanเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ นี้ไว้ว่าเกิดจาก ความบังเอิญหลายอย่างที่ลงตัว ฟองโฟมเหล่านี้ไม่ได้เกิดสิ่ง สวยงาม แต่มันเกิดจาก สิ่งสกปรกต่างๆ ที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น ทำให้ทะเลสกปรก , เกิดจากเกลือ , เกิดจากปฎิกริยาทางเคมี , การเน่าเปื่อยของซากพืช ซากสัตว์ในทะเล ปลา ที่เกิดจากน้ำเสียที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น เมื่อทุกอย่างมารวมตัวกันด้วยส่วนผสมที่ลงตัว และมีคลื่นที่เคลื่อนตัวแล้วม้วนตัวลงก็จะทำให้เกิดฟอง และเมื่อคลื่นได้เคลื่อนมากระทบฝั่งจะคลายฟอง ออกมาสะสมอยู่ที่ริมชายหาดสะสมตัวขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ

เหตุการณ์ทะเลโฟมนี้มักเกิดขึ้นบ่อย ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย เช่น ซิดนี่ย์, นิวเซาท์เวลล์ ได้เปลี่ยนน้ำทะเลเป็นโฟมเหมือน คาปูชิโน่ปรากฏการณ์ทะเลโฟมจะพบเห็นไม่บ่อยครั้งนัก หลายปีถึงจะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง โดยเกิดจากภาวะฝนที่ตกลงมาอย่างหนักได้พัดพาอินทรียวัตถุไหลลงสู่ทะเล และถูกคลื่นเขย่าจนเป็นฟอง ก่อนซัดถาโถมกลับคืนสู่ฝั่ง

นักวิทยาศาสตร์ยังได้อธิบายว่า ฟองโฟมเหล่านี้ไม่ได้เกิดสิ่งสวยงาม แต่มันเกิดจากสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น ทำให้ทะเลสกปรก, เกิดจากเกลือ, เกิดจากปฎิกิริยาทางเคมี, การเน่าเปื่อยของซากพืช ซากสัตว์ในทะเล ปลา ที่เกิดจากน้ำเสียที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น เมื่อทุกอย่างมารวมตัวกันด้วยส่วนผสมที่ลงตัว และมีคลื่นที่เคลื่อนตัวแล้วม้วนตัวลงก็จะทำให้เกิดฟองซึ่งถูกพัดออกมาสะสมอยู่ที่ริมชายหาด

กรากะตัว เกาะมหาภัย

   ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่น่ากลัวที่สุดอีกเหตุการณ์หนึ่ง เกิดขึ้นในปี 1883 จากภัยของภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดอีกลูกหนึ่ง ที่ชื่อว่า กรากะตัว เกาะภูเขาไฟอยู่ระหว่างเกาะสุมาตราและเกาะชวา ของอินโดนีเซีย ในอดีตนั้นเกิดการระเบิดบ่อยครั้งแต่ในคราวนั้นไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่

จนกระทั่งราวๆปี 1700 เริ่มมีมนุษย์เข้ามาตั้งถิ่นฐานบนเกาะเนื่องจาก พืชพันธุ์ที่อดุมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี ภูเขาไฟกรากะตัวระเบิดเพียงเล็กน้อยและสงบลงยาวนานจนถึงปี 1883 ที่การปะทุกำลังเริ่มขึ้นอีกครั้ง

วันที่ 20 สิงหาคม ปี 1883 เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงจนทั้งเกาะสั่นสะเทือน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเกาะต่างพากันตกใจถึงการระเบิดและคิดว่ามันคงจะจบลงเร็วๆนี้ แต่ไม่ใช่อย่างที่คิดการระเบิดและพ่นเถ้าถ่านเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านบางส่วนต่างรีบอพยพออกจากเกาะ การระเบิดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนคืนวันที่ 26 สิงหาคม 1883 การระเบิดครั้งรุนแรงเกิดขึ้นอีก คราวนี้เกิดเถ้าภูเขาไฟถล่มใส่หมู่บ้านรอบเกาะทำให้ชาวบ้านที่ยังอยู่เสียชีวิตทั้งหมด

วันที่ 27 สิงหาคม 1883 เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุด ฉีกเกาะออกทั้งหมดและเสียงจากการระเบิดดังไกลกว่า 4,000 กิโลเมตร ควันและเถ้าถ่านพุ่งสูงกว่า 80 กิโลเมตร ในรัศมี 240 กิโลเมตรจากเกาะถูกเถ้าธุลีเหล่านั้นบดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิดคล้ายตอนกลางคืน การระเบิดนั้นก่อให้เกิด คลื่นสึนามิ สูงกว่า 30 เมตร ถล่มชายฝั่งของเกาะชวา และ สุมาทตรา บ้านเรือนหลายร้อยหลังถูกคลื่นพัดลงสู่ทะเล คลื่นพัดลึกเข้าไปถึง 2 กิโลเมตร เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตกว่า 36,000 คน นับเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์

ร่องลึกก้นสมุทร ความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่

   มหาสมุทรนั้นกว้างใหญ่มาก จนเราไม่อาจสำรวจได้หมดในวันเดียวเช่นเดียวกับ พิ้นมหาสมุทรที่ด้านล่างมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่มากมาย หลากหลายสายพันธุ์ แต่ยังมีอีกที่หนึ่งที่ยังคงความลึกลับน่าค้นหา อย่าง ร่องลึกก้นสมุทร

ร่องลึกก้นสมุทร เป็นส่วนของ ร่องหลุมลึกของพื้นผิวท้องทะเลที่มีลักษณะภูมิประเทศยาว แคบ และโค้ง และถือว่าเป็นส่วนของมหาสมุทรที่ลึกที่สุดโดยเกิดจากการมุดตัวของเปลือกโลกก่อเกิดร่องลึกในส่วนของพื้นมหาสมุทร ร่องลึกจะมีความลึกที่แตกต่างกันไป บางจุดมีความลึกถึง 8,000 เมตร และมีความดันมหาศาล

ร่องลึกก้นสมุทรที่ลึกที่สุดในโลก คือ ร่องลึกมาเรียนา มีความลึกมากถึง 11,000 เมตร สามารถท่วมยอดเขาเอเวอร์เรสได้อย่างสบาย ในจุดนี้มีชื่อเรียกว่า “แชลเลนเจอร์ดีป” (Challenger Deep)ร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนานี้ได้รับการสำรวจพบในปี พ.ศ. 2494 โดยเรือของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาชื่อแชลเลนเจอร์ซึ่งได้ใช้ชื่อเรือนี้เรียกจุดลึกสุดดังกล่าว เรือแชลเลนเจอร์ 2 การสำรวจครั้งนี้นับว่าลูกเรือต้องพบกับความเสี่ยงอย่างมากเนื่องจาก ภาวะแรงดันของน้ำซึ่งอาจบดขยี้เรือดำน้ำได้

ผู้กำกับชื่อดัง เจมส์ คาเมรอน ได้ร่วมกับ เนชั่นเนลจีโอกราฟฟิค ลงทุ่นสร้างเรือดำน้ำที่ติดตั้งกล้องใต้น้ำคุณภาพสูงเพื่อลงไปสำรวจบริเวณร่องลึกมาเรียนา เพื่อสำรวจสิ่งมีชีวิต เขาใช้เวลากว่า 4 ปีในการศึกษาเรื่องสภาวะ แรงดัน และอุปกรณ์ต่างๆ จนปี 2010 เขาสามารถลงสู่ก้นพื้นของร่องลึกมาเรียนา ใช้เวลาในการดำลงไปราว 5 ชั่วโมง เพื่อถ่ายภาพสิ่งมีชีวิตต่างๆ เช่น ปลาท้องแบน กุ้งขนาดเล็ก นับว่าเป็นสิ่งที่น้อยคนจะได้ดำดิ่งลงไปสำรวจโลกอีกใบที่ลึกลับ